ข้อมูลน่ารู้ของประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก

ข้อมูลน่ารู้ของประเทศต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลก

วันนี้ทาง iTravelroom มีข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ที่ควรรู้ของแต่ละประเทศมาฝากค่ะ เช่น เรื่องของเวลา การเดินทาง ค่าเงิน ระเบียบการเข้าเมือง กระแสไฟฟ้า เพราะก่อนออกเดินทางไปเที่ยวประเทศใด การรู้ข้อมูลของแต่ละประเทศนั้นไม่มากก็น้อย จะช่วยให้การเดินทางท่องเที่ยวสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นค่ะ

  ฮ่องกง


 
เวลา : เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปฮ่องกง :  หากบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปฮ่องกงใช้เวลาเดินทางประมาณ  3 ชั่วโมงสามารถเลือกเดินทางเข้ามายังเกาะฮ่องกงได้หลายทางด้วยกัน ทั้งรถไฟ รถประจำทาง เรือเฟอร์รี่ และรถแท็กซี่
 
ระเบียบการเข้าเมือง  : นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าฮ่องกงได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า และสามารถอยู่ได้นาน 30 วัน
 
สกุลเงิน : ใช้เงินสกุลดอลลาร์ฮ่องกง (HKD) ประกอบด้วย ธนบัตรใบละ $10, $20, $50, $100, $500 และ $1,000 เงินเหรียญ  10c , 20c, 50c, $1, $2, $5 และ $10
 
ภาษา : ประชากรส่วนใหญ่จะใช้ภาษาจีนในการสื่อสาร 88 % จะพูดภาษาจีนกวางตุ้ง แต่คนท้องถิ่นส่วนใหญ่ก็สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี
 
อาหาร :
- อาหารที่ห้ามพลาดเมื่อไปถึงฮ่องกงคือ ติ่มซำ บะหมี่ โจ๊กและอาหารทะเลสดๆที่ย่าน Sai Kung 
- อาหารว่างสุดคลาสสิกจากร้านริมถนนที่ต้องลองคือ ขนมปังสัปปะรด ทาร์ตไข่ ซากิม่า เค้กพุดดิ้ง 
- สามารถหาร้านอาหารเก่าแก่เป็นสิบๆ ปีได้ บริเวณใกล้กับบันไดเลื่อน Central–Mid-Levels และ Sham Shui Po ในเกาลูน 
- ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดสไตล์ฮ่องกงหลักๆ มีอยู่สามแห่งคือ Maxim’s, Café du Coral และ Fairwood

โทรศัพท์ : ระบบที่ใช้ในฮ่องกงส่วนใหญ่ได้แก่ GSM 900, PCS 1800, CDMA และ WCDMA สามารถเช่าซิมการ์ดหรือโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งานตอนที่มาถึงสนามบินหรือขณะอยู่ในฮ่องกงได้  หาซื้อบัตรโทรศัพท์แบบเติมเงิน และซิมการ์ดแบบเติมเงินสำหรับโทรศัพท์มือถือได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ
 
บริการเหตุฉุกเฉิน (สถานีตำรวจ รถดับเพลิง รถพยาบาล) โทร 999 , สายด่วนตำรวจ โทร +852 2527 7177 , สายด่วนนักท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวฮ่องกง โทร +852 2508 1234

กระแสไฟฟ้า : เป็นแบบ 220 V.(เหมือนประเทศไทย )ปลั๊กเสียบแต่ละโรงแรมจะแตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นปลั๊กแบบสามขา
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- ช่วงซัมเมอร์เซลส์จะเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฏาคมถึงเดือนกันยายน ส่วนวินเทอร์เซลส์จะเริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 
- ช่วงที่เหมาะที่สุดในการเที่ยวฮ่องกงคือช่วง กลางเดือนกันยายนจนถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เพราะเป็นช่วงที่อากาศดีไม่ร้อนชื้นจนเกินไป 
- QTS (Quality Tourism Services) เป็นสัญลักษณ์ที่กำหนดขึ้นโดยการท่องเที่ยวฮ่องกง ในการรับรองมาตรฐานของร้านค้าต่างๆว่าให้บริการลูกค้าอย่างมีคุณภาพ แสดงราคาและข้อมูลสินค้าอย่างชัดเจน

  สิงคโปร์



เวลา : เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง
 
การเดินทางสิงคโปร์ : จากกรุงเทพฯไปสิงคโปร์ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชั่วโมงเศษ  การเดินทางจากสนามบินชางฮีเข้าสู่ย่านที่พักในสิงคโปร์นั้นค่อนข้างสะดวก และสามารถทำได้ 3 วิธี คือ

MRT (Singapore Mass Rapid Transit) สถานีรถไฟฟ้าจะตั้งอยู่ที่เทอร์มินัล 2 และ 3 จะเปิดให้บริการตั้งแต่ 05.31-00.06 น. สำหรับวันจันทร์-เสาร์ และ 05.59-00.06 สำหรับวันอาทิตย์และวันหยุดต่างๆ 
Airport Shuttle Service  จะเป็นรถแท็กซี่แค็บแบบ 9 ที่นั่ง วิ่งให้บริการระหว่างสนามบินไปยังโรงแรมเกือบทุกแห่งในเมือง (ยกเว้นโรงแรม Changi Village และโรงแรมบนเกาะเซ็นโตซ่า) จะเปิดให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง และออกทุก 15 นาทีในช่วงเวลา 06.00-24.00 น. หลังจากนั้นจะออกวิ่งทุกๆ 30 นาที 
รถเมล์สาธารณะ (Public Buses) เป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดในการเดินทางเข้าเมือง แต่อาจจะใช้เวลานานกว่า ท่ารถจะตั้งอยู่ที่อาคาร 1 ชั้นใต้ดินชั้น 2 (Basement 2) และอาคาร 2 ชั้นใต้ดิน (Basement) โดยเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. 

ระเบียบการเข้าเมือง : นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าสิงคโปร์ได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า และสามารถอยู่ได้นาน 14 วัน
 
สกุลเงิน : หน่วยเงินตราของสิงคโปร์คือ ดอลลาร์ (Singapore Dollar) โดยแบ่งเป็น ธนบัตรมูลค่า S$2, S$5, S$10, S$20, S$50, S$100, S$500, S$1,000 และ S$10,000 เงินเหรียญมีตั้งแต่ 1, 5, 10, 20 เหรียญ และ 50 เซนต์
 
ภาษา : สิงคโปร์มีภาษาราชการถึง 4 ภาษา โดยมีภาษามาเลย์เป็น ภาษาประจำชาติ ใช้ภาษาอังกฤษในวงการธุรกิจและการศึกษา ส่วนภาษาจีนกลาง (แมนดาริน) เป็นภาษาที่มีการใช้ในการสื่อสารทางสังคมมากที่สุด
 
อาหาร :
- อาหารจานเด็ดที่ไม่ควรพลาดคือ บักกุ๊กเต๋ (Bak Kut Teh) ข้าวมันไก่ ( Hainanese Chicken Rice ) นะซี เลอมัค (Nasi Lemak) ชาก๋วยเตี๊ยว ( Char Kway Teow ) 
- อาหารราคาประหยัดตามฟู้ดคอร์ทที่สิงคโปร์ราคาอยู่ที่ประมาณ 4 – 6 ดอลลาร์สิงคโปร์ 

โทรศัพท์ : ถ้าเอาสะดวกสุดคงต้องใช้บริการ M Simcard ซิมที่สามารถใช้ได้กับมือถือทุกระบบ โดยผู้ที่ใช้บริการไม่ต้องไปเปิด Roaming ต่างแดนให้เสียเวลา (แค่ใส่ซิมที่มือถือของเราก็สามารถใช้โทร.ภายในสิงคโปร์และโทร.กลับมาเมืองไทยได้ทันที) ซึ่งซิมจะมีอายุการใช้งานนานถึง 6 เดือน และสามารถหาซื้อได้จากร้านที่จำหน่ายในเมืองไทยในราคาเพียง 690 บาทเท่านั้น
 
กระแสไฟฟ้า : ระบบไฟฟ้า สิงคโปร์ใช้เหมือน เมืองไทย คือ 220 โวลต์ แต่ความแตกต่างนั้นคือ สิงคโปร์ใช้เต้าเสียบแบบ 3 ขา (บ้านเราใช้ 2 ขา)
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- ที่พักในสิงคโปร์มีให้เลือกหลายระดับ ตั้งแต่ที่พักระดับห้าดาวไปจนถึงไม่มีดาวอย่างเกสต์เฮาส์ ซึ่งราคาค่อนข้างสูงหากเทียบกับฮ่องกงหรือมาเลเซีย 
- กฏหมายที่เข้มงวดทำให้อาชญากรรมและคดีต่างๆ มีจำนวนน้อยมาก นักท่องเที่ยวมั่นใจได้ในความปลอดภัย ขณะท่องเที่ยวในสิงคโปร์ 
- การสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เช่น รถบัส แท็กซี่ ลิฟต์ โรงภาพยนตร์ สถานที่ราชการ ร้านอาหารที่มีเครื่องปรับอากาศและห้างสรรพสินค้าจะมีโทษปรับสูงสุดถึง 1,000 สิงคโปร์ดอลล่าร์ 
- การให้ทิปไม่ใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของโรงแรมและร้านอาหารส่วนใหญ่ในสิงคโปร์ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้ได้เก็บค่าบริการไปแล้ว 10% ในบิลของลูกค้า

  ญี่ปุ่น



เวลา : เร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปญี่ปุ่น : หากบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปญี่ปุ่นใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 - 7 ชั่วโมง
 
ระเบียบการเข้าเมือง : คนไทยสามารถเข้าประเทศญี่ปุ่นโดยไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้นานไม่เกิน 15 วัน
 
สกุลเงิน : สกุลเงินญี่ปุ่น คือ เงินเยน ในท้องตลาดใช้ได้แต่เงินเยนเท่านั้น ประกอบด้วย ธนบัตรใบละ 1,000, 2,000 , 5,000 และ 10,000 เยน  เงินเหรียญ  1 , 5 , 10 , 50 , 100 และ 500 เยน
 
ภาษา : ส่วนใหญ่ใช้ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาหลัก ส่วนตามสถานที่สำคัญ เช่น โรงแรม, สนามบิน, สถานที่ท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้

อาหาร :
- ร้านอาหารราคาไม่แพงจำนวนมากจะรวมตัวกันอยู่ที่ชั้นใต้ดินของอาคารสำนักงานใจกลางเมือง ชั้นร้านอาหารของห้างสรรพสินค้าในเมือง และห้างใต้ดินของสถานีรถไฟต่างๆ
- ร้านบะหมี่แบบยืนกิน ร้านกาแฟ ร้านฟาสต์ฟู้ด และเครื่องขายอาหารก็มีขายอาหารและเครื่องดื่มแบบต่างๆ ในราคาถูก
- ร้านอาหารราคาปานกลางถึงย่อมเยาส่วนใหญ่จะวางอาหารตัวอย่างตามรายการอาหารที่มีในร้าน ไว้ในตู้โชว์หน้าทางเข้า พร้อมราคา
 
โทรศัพท์ :
- สามารถใช้โทรศัพท์มือถือในญี่ปุ่นได้ในบริเวณที่มีบริการ 3G ของบริษัท SoftBank Mobile หรือ DOCOMO วิธีใช้ก็คือให้นำซิมการ์ด เสียบในโทรศัพท์มือถือที่เช่ามาหรือเครื่องโทรศัพท์มือถือ 3G หากต้องการซื้อบัตรโทรศัพท์ก็มีขายทั่วไปตามเคาน์เตอร์โรงแรม, ซุปเปอร์มาร์เก็ต และสถานที่ท่องเที่ยว ราคาเริ่มที่ 1,000 เยน
 
- กรณีฉุกเฉิน ตำรวจโทร. 110 , ดับเพลิงและรถพยาบาล โทร. 119 , ศูนย์ข้อความและความช่วยเหลือ (ภาษาอังกฤษ) โทร. 03-3586-0110
 
กระแสไฟฟ้า : บ้านเรือนทั่วไปใช้กระแสไฟฟ้า 100 โวลต์ โรงแรมในญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมืองใหญ่จะมีปลั๊กไฟสองระบบ คือ 110 และ 220 โวลต์ ปลั๊กเสียบเป็นแบบ ขาแบน 2 ขา
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- ร้านอาหารในญี่ปุ่นจำนวนมากไม่บริการกระดาษทิชชู่หรือผ้าเช็ดมือ มีบริการแต่เพียง "โอชิโบริ" เท่านั้น (ผ้าร้อนเช็ดมือ)
- น้ำก๊อกในญี่ปุ่นทุกแห่งปลอดภัยดื่มได้
- ร้านค้าโดยทั่วไปเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10:00 – 20:00
- ร้านอาหารราคาถูก ร้านกาแฟ และร้านฟาสต์ฟู้ดจะรับเฉพาะเงินสดเท่านั้น
- ไม่ว่าจะประทับใจในการบริการมากแค่ไหน ห้ามให้ทิปเด็ดขาด เพราะการให้ทิปถือว่าเป็นการเสียมารยาท
- ขนมในร้านสะดวกซื้ออร่อยกว่าที่คิด
- ในช่วงหน้าหนาวร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา จะมีถุงร้อนหรือไคโระวางจำหน่าย มีทั้งแบบใส่กระเป๋าเสื้อแล้วกำไว้ แบบแปะที่ท้อง-หลัง แบบแปะใต้ฝ่าเท้า ใครเป็นคนขี้หนาวรับรองว่าช่วยให้อุ่นขึ้นได้เยอะทีเดียว
- ญี่ปุ่นมีจุดฝากกระเป๋าที่เรียกว่า Coin Locker เป็นลักษณะล็อกเกอร์ต่างๆ มีกุญแจล็อกแน่นหนา ซึ่งจะมีล็อกเกอร์หลายขนาด ตั้งแต่ ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ตู้ล็อคเกอร์ส่วนใหญ่มีกำหนดวันฝากสูงสุดได้ 3 วัน นับ 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 24:00 – 24:00 นาฬิกาของอีกวัน แต่ขนาดของล็อกเกอร์และราคาอาจมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานี 

  เกาหลีใต้


 
เวลา : เร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปเกาหลี : จากกรุงเทพฯไปเกาหลีใช้เวลาเดินทางราว 5 ชั่วโมงเศษ สนามบินหลักที่จะไปที่เกาหลีคือสนามบินนานาชาติอินชอน อยู่ที่เมืองอินชอน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโซล ห่างจากโซลราวๆ 48 กิโลเมตร หากนั่งรถ Airport Bus จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชม. อยู่ที่ว่าจะไปส่วนไหนของโซล หรือนั่งรถไฟ Airport Railroad (AREX) ได้ (เหมาะกับคนสัมภาระน้อย)
 
ระเบียบการเข้าเมือง : คนไทยสามารถเข้าไปในเกาหลีโดยไม่ต้องขอวีซ่า สามารถอยู่ได้นานถึง 90 วัน ใช้เพียงพาสปอร์ตที่มีอายุอย่างน้อย 6 เดือนเท่านั้น โดยขั้นตอนการเข้าเมืองมีเอกสารที่จะต้องกรอกดังนี้
 
1.แบบสอบถามสุขภาพ (Health Questionnaire) นอกจากรายละเอียดของตัวเราแล้ว ไม่ต้องขีดหรือกากบาทลงในช่องชื่อโรคต่างๆ
2.แบบฟอร์มขอเข้าเมือง (lmmigration Card) ที่จะต้องยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองพร้อมกับพาสปอร์ต ระบุโรงแรมหรือที่พักในเกาหลีและรายละเอียดเพียงเล็กน้อยให้ครบถ้วน
3.ใบสำแดงสิ่งของศุลกากร (Customs Declaratiom) ที่จะต้องยื่นให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรหลังจากที่เรารับกระเป๋าเสร็จเรียบร้อย ก่อนออกมาด้านนอกส่วนผู้โดยสารขาเข้า หากไปท่องเที่ยวขีดในช่อง NO ทุกข้อ
 
สกุลเงิน : สกุลเงินของเกาหลีคือวอน เหรียญแบ่งออกเป็น 10, 50, 100 และ 500 วอน ธนบัตรมี 1,000, 5,000 , 10,000 และ 50,000 วอน
 
ภาษา : ภาษาทางการคือ ภาษาเกาหลี แต่ตามโรงแรม ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้
 
อาหาร  :
- อาหารจานเดียวทั่วไป ราคาประมาณ 3,000 – 8,000 วอน  
- ร้านอาหารหรือเนื้อย่าง ขึ้นอยู่กับลักษณะร้าน อาจตกเฉลี่ย 15,000 – 20,000 วอนต่อคน  
- แมคโดนัลด์ (เซ็ท) ประมาณ 5,000 – 7,000 วอน  
- น้ำอัดลมประมาณ 2,000-3,000 วอน เบียร์เกาหลีประมาณ 5,000-5,500 วอน ส่วนเหล้าเกาหลีพื้นเมืองประมาณ 4,500-5,000 วอน  

โทรศัพท์ : มือถือจากประเทศไทยไม่สามารถใช้ในเกาหลีได้เนื่องจากมีระบบที่แตกต่าง  หากต้องการนำโทรศัพท์มือถือไปใช้ในเกาหลีต้องแจ้งเปลี่ยนระบบจากเมืองไทยก่อน หรือใช้เครื่อง 3G ถ้ามีความจำเป็นต้องโทรกลับไทยควรซื้อบัตรโทรศัพท์ 13,000 - 14,000 วอนที่โรงแรมหรือมินิมาร์ท
 
กระแสไฟฟ้า : ระบบไฟฟ้าในเกาหลีส่วนใหญ่ใช้ไฟ 110 โวลต์ แต่ในโรงแรมใหญ่ๆ บางที่มี 220 โวลต์ เป็นปลั๊กรูกลม หรือปลั๊ก 3 ขา หากจะหาซื้ออแดปเตอร์จากเมืองไทยให้ดูข้างหลังกล่องว่าใช้กับประเทศอะไรได้บ้าง
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- การชำระเงินที่ร้านอาหารเกาหลีส่วนใหญ่ต้องเดินไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน  
- ร้านอาหารที่เกาหลีไม่จำเป็นต้องทิปแบบประเทศตะวันตก เพราะส่วนใหญ่ราคาอาหารบวกค่าบริการไว้เรียบร้อยแล้ว  
- เกาหลีขับรถพวงมาลัยซ้ายเช่นเดียวกับที่อเมริกา  
- หากอยากหาร้านอาหารที่ราคาไม่แพง ให้มองหาร้านอาหารประเภทพุนชิก (분식점) หรือร้านที่ทำคิมปับ (김밥) มีเมนูเกาหลีหลากหลาย ราคาประมาณ 3,000 – 8,000 วอน  
- ยาที่เกาหลีมักเป็นยี่ห้อเกาหลีไม่ใช่ยาจากต่างประเทศ ควรเตรียมยาที่ต้องใช้เป็นประจำติดตัวไปด้วย
 

  ไต้หวัน



เวลา : เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปไต้หวัน : หากบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปไต้หวันใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง
 
สกุลเงิน : ใช้สกุลเงิน Taiwan Dollar หรือ New Taiwan dollar (TWD หรือ NT$) ประกอบด้วยเหรียญ 1 ดอลลาร์, 5 ดอลลาร์, 10 ดอลลาร์, 20 ดอลลาร์และ 50 ดอลลาร์ ธนบัตรประกอบด้วย 100 ดอลลาร์, 200 ดอลลาร์, 500 ดอลลาร์, 1,000 ดอลลาร์และ 2,000 ดอลลาร์
 
ภาษา : ใช้ภาษา จีนกลาง (Mandarin) เป็นภาษาราชการ ฮกเกี้ยน (หมิ่นหนาน) เป็นภาษาท้องถิ่นที่ใช้ทั่วไปคู่กับจีนกลาง ข้าราชการระดับสูงทั่วไปสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้
 
อาหาร :
- อาหารราคาประหยัดที่หาทานได้ง่าย เป็นที่นิยมของชาวไต้หวันคือ หลู่โร่วฟ่าน (Lu rou fan) ข้าวหน้าหมูตุ๋นแบบสับ 
- เกี๊ยวน้ำเป็นอีกหนึ่งเมนูที่อร่อยและราคาถูก 
- ขนมที่พลาดไม่ได้คือ ไท่หยางปิ่ง ( Tai yang bing ) และพายสับปะรดหรือเค้กสับปะรด (ฟ่งหลีซู) เนื้อเค้กที่รสชาติเข้มข้นสอดไส้สับประรดหวานๆ เปรี้ยวๆ ความอร่อยของแต่ละร้านจะแตกต่างกันไป 
- เต้าหู้เหม็น กลิ่นคล้ายๆกับเต้าหู้เน่า ถ้าสามารถทนกลิ่นของเต้าหู้ได้ ก็แนะนำให้ลิ้มรสความอร่อยดูซักครั้ง 
- อาหารรถเข็นมีให้พบเห็นได้ทั่วไป ส่วนใหญ่จะขายเป็นขนมและอาหารว่าง ราคาไม่แพง
- ใครที่ชอบรสจัดจ้านของเครื่องเทศจีน ต้องลองชาบู Mala สูตรไต้หวัน รสเข้ม กลิ่นแรง ถูกใจแน่นอน 

โทรศัพท์ : โทรศัพท์ทางไกลจากไต้หวัน : รหัสโทรทางไกล (002 หรือ 009) + รหัสประเทศ (รหัสประเทศไทย 66) + รหัส พื้นที่ (เลข 0 ข้างหน้าเอาออก) + เบอร์โทรศัพท์  
 
โทรศัพท์ถึงไต้หวันจากต่างประเทศ : รหัสโทรทางไกล+ 886 + รหัส พื้นที่ (เลข 0 ข้างหน้าเอาออก) + เบอร์โทรศัพท์
 
กระแสไฟฟ้า : ไต้หวันใช้กระแสไฟฟ้า แบบ 110 V. 60 Hz (ไม่เหมือนประเทศไทย) ปลั๊กเสียบเป็นแบบ ขาแบน 2 ขา
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- ไทเปและเมืองอื่นๆของไต้หวันได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีความปลอดภัยสูงอีกแห่งหนึ่ง
- คนไต้หวันค่อนข้างมีน้ำใจและเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 
- เครื่องสำอางที่ไต้หวันราคาไม่ต่างจากไทยมากนัก ก่อนซื้อกลับมาต้องเช็คราคาดีๆ ก่อน แต่ที่ถูกคือมาส์กต่างๆ มีให้เลือกหลากหลายสูตรหลายยี่ห้อ คุณภาพดีและราคาย่อมเยา 
- รองเท้ากีฬาหลายยี่ห้อก็มีราคาถูกกว่าประเทศไทย
- ไต้หวันมีอาหารอร่อยๆ เพียบ โดยเฉพาะร้านข้างทางมีอาหารหลากหลายประเภทให้เลือกชิม ไม่แพ้ที่ไทยทีเดียว
- ถ้าไปเที่ยวไทเปต้องไม่พลาดไปเดินเล่นที่ตลาดกลางคืน ซึ่งมีอยู่หลายแห่งมากสามารถเลือกไปเที่ยวที่ใกล้ๆ กับที่พักได้ ตลาดมีขายทั้งของกิน ของใช้ เดินแล้วเพลินแน่นอน

 

  กัมพูชา



เวลา: ใช้เวลาเดียวกันกับประเทศไทย
 
การเดินทางไปกัมพูชา: กัมพูชามีเที่ยวบินภายในประเทศจากพนมเปญไปยังสนามบิน 7 แห่งในเมืองหลักต่างๆ ได้แก่ เสียมเรียบ พระตะบอง สตึงแตรง รัตนคีรี มณฑลคีรี เกาะกง และสีหนุวิลล์
 
สนามบินนานาชาติของกัมพูชามีอยู่ 2 แห่ง คือ สนามบินโปเชนตง ในพนมเปญ และ สนามบินเสียมเรียบ (เพื่อไปสู่นครวัด) มีสายการบินที่บินตรงสู่พนมเปญจากกรุงเทพฯ
 
ระเบียบการเข้าเมือง: นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้ากัมพูชาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้นาน 14 วัน
 
สกุลเงิน: เงินเรียล (Riel) ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นธนบัตรใบละ 100 / 1,000 / 5,000 / 10,000 เรียล ในกัมพูชานักท่องเที่ยวสามารถใช้เงินดอลล่าร์สหรัฐ ฯ ในการใช้จ่าย ชำระค่าบัตรเข้าชมโบราณสถานต่างๆ และชำระเป็นค่าโรงแรมที่พัก และร้านอาหารต่างๆ ซึ่งจะแสดงราคาเป็นเงินเหรียญสหรัฐ ฯ จึงเป็นที่ยอมรับของประชาชนชาวกัมพูชาอย่างแพร่หลาย
 
ภาษา: ภาษาเขมรเป็นภาษาราชการ ส่วนภาษาที่ใช้โดยทั่วไป ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เวียดนาม จีน และไทย
 
อาหาร:
- อาหารกัมพูชาจะคล้ายอาหารไทย แต่รสไม่จัด 
- กัมพูชานิยมทานข้าวเจ้าเป็นหลัก ข้าวเหนียวจะทำเป็นขนมสะส่วนใหญ่ แม้แต่ร้านส้มตำไก่ย่างก็ไม่มีข้าวเหนียวขาย จะกินกับข้าวสวยแทน 
- อาหารยอดนิยมคือ อาม็อก (Amok) คล้ายห่อหมกของไทย โดยเป็นการนำเนื้อปลาสด ๆ ลวกพริกเครื่องแกง และกะทิ แล้วทำให้สุกโดยการนำไปนึ่ง 
- สตูไก่ (Ragu sach moan) ได้รับอิทธิพลจากฝรั่งเศส เป็นอาหารที่อร่อยและทำง่าย 

กระแสไฟฟ้า: กัมพูชาใช้กระแสไฟฟ้า 230 โวลต์ ปลั๊กที่ใช้โดยทั่วไป คือ ปลั๊กสองขาแบบกลม
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป:
- เมื่อขับขี่จักรยานหรือจักรยานยนต์ควรชะลอความเร็วเมื่อผ่านวัด และถอดหมวกทุกครั้งเมื่อเข้าเขตวัด 
- ผู้หญิงไม่ควรแต่งหน้าจัดหรือแต่งตัวไม่สุภาพเมื่อเข้าเขตวัด 
- แท็กซี่ในกัมพูชาโดยมากจะไม่ใช้มิเตอร์ 
- ในกรุงพนมเปญไม่มีระบบโดยสารสาธารณะให้บริการ คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวมักจะเดินทางโดยสามล้อถีบรับจ้าง 
- ที่กัมพูชาควรให้ทิปประมาณ 5% ของราคาตามร้านอาหาร หรือบาร์ตามโรงแรมต่างๆ แต่ในภัตตาคารหรือร้านอาหารใหญ่ๆ มักจะรวมทิปเข้าไปในค่าบริการอยู่แล้ว 

 

  มาเลเซีย



เวลา: เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปมาเลเซีย: บินจากกรุงเทพฯ ไปมาเลเซียใช้เวลาประมาณ  2 ชั่วโมง หากอยากเปลี่ยนบรรยากาศสามารถนั่งรถไฟไปได้ แต่จะใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างนาน
 
ระเบียบการเข้าเมือง: นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้ามาเลเซียได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้นาน 30 วัน หนังสือเดินทางหรือเอกสารการเดินทางทีต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือนก่อนถึงกำหนดการเดินทาง
 
สกุลเงิน: ริงกิตมาเลเซีย (MYR)
 
ภาษา: มาเลเซียมีภาษามาเลย์เป็นภาษาประจำชาติ แต่ชาวมาเลย์สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการพูดกันอย่างแพร่หลายและค่อนข้างดี
 
อาหาร:
- อาหารยอดฮิตของชาวมาเลเซียที่ไม่ควรพลาดชิมคือ นาซี ลมะก์ (Nasi Lemak), เรินดัง (Rendang), ก๋วยเตี๋ยวผัด (Char Kway Teow), บะหมี่แกง (Mee Rebus) 
- อาหารมาเลเซีย มีลักษณะเด่นอยู่ที่การใช้สมุนไพร เครื่องเทศ พริก มีรสเผ็ด และมักจะใช้ผงกะหรี่ 
- ทางตอนใต้ของประเทศจะนิยมใช้กะทิ คล้ายกับอาหารไทย โดยจะใช้กะทิกับอาหารเกือบทุกอย่าง 
- ร้านอาหารส่วนใหญ่เมื่อนำอาหารมาเสริฟแล้วจะเก็บเงินทันที 
- เครื่องดื่มต่างๆที่มาเลเซีย รสจะไม่ค่อยหวานเท่าไรนัก 

กระแสไฟฟ้า: ระบบไฟฟ้าเป็นแบบ 240 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิร์ซ และใช้ปลั๊กไฟแบบสามขาแบน
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป:
- ไม่ควรใช้นิ้วชี้มือขวาชี้สถานที่ สิ่งของ หรือคน ให้ใช้นิ้วโป้งมือขวาชี้ โดยพับนิ้วที่เหลือทั้งสี่เก็บไว้ 
- ก่อนที่จะเข้าไปในสถานที่ประกอบพิธี เช่น สุเหร่าหรือวัด จะต้องถอดรองเท้าออกก่อน สุเหร่าบางแห่งจัดเตรียมเสื้อผ้าและผ้าคลุมให้แก่นักท่องเที่ยวผู้หญิง 
- ถ้าไม่คิดจะซื้อของนั้นจริงๆ อย่าเพิ่งถามราคา 
- เมืองมะละกาเป็นเมืองปลอดบุหรี่แห่งแรกในประเทศ 
- ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ การเดินทางและการคมนาคมขนส่งสะดวกสบาย มีรถไฟลอยฟ้าและรถไฟใต้ดินถึง 3 สายด้วยกัน และมีราคาประหยัดมาก


  ลาว



เวลา : ใช้เวลาเดียวกันกับประเทศไทย
 
การเดินทางไปลาว :
หากเดินทางด้วยรถยนต์สามารถเข้าได้ที่ด้านพรมแดน 5 จังหวัดนี้
 1. จังหวัดเชียงราย (เชียงของ – ห้วยทราย)
 2. จังหวัดหนองคาย (สะพานมิตรภาพไทย-ลาว – นครหลวงเวียงจันทน์)
 3. จังหวัดนครพนม – ท่าแขก
 4. จังหวัดมุกดาหาร – สะหวันนะเขต
 5. จังหวัดอุบลราชธานี (ด่านช่องเม็ก – วังเต่า)
 
ระเบียบการเข้าเมือง : คนไทยที่ต้องการไปท่องเที่ยวใน สปป.ลาว. สามารถใช้หนังสือเดินทาง (ที่อายุการใช้งานเหลืออยู่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน) เดินทางเข้า สปป.ลาว โดยไม่ต้องขอวีซ่า ได้ไม่เกิน 30 วัน และหากต้องอยู่นานเกิน 30 วัน จะต้องขอวีซ่าจากสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของลาว ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศไทยโดยเสียค่าธรรมเนียม 600 บาท
 
ในกรณีที่ต้องเดินทางเร่งด่วนและไม่ได้ขอวีซ่าจากสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ลาว สามารถขอวีซ่าประเภท Visa on Arrival ที่ด่านสากลลาวได้
 
สกุลเงิน : สกุลเงินของประเทศลาวคือ กีบ ธนบัตรจะแบ่งออกเป็นใบละ 1,000 กีบ, 2,000 กีบ, 5,000 กีบ, 10,000 กีบ และ 20,000 กีบ ไม่มีเงินเหรียญ
 
ภาษา : ภาษาประจำชาติคือ ภาษาลาว คนลาวบางส่วนยังสามารถใช้ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสได้ดี และคนลาวในเมืองส่วนใหญ่สามารถฟังภาษาไทยได้ นักท่องเที่ยวสามารถใช้ภาษาไทยสื่อสารได้
 
อาหาร :
- หากเที่ยวหรือพักริมแม่โขง อย่าลืมทานเมนูปลา ที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ อร่อยถูกปากแน่นอน 
- ไปถึงลาวแล้วห้ามพลาด แป้งจี่ แซนวิชสูตรลาวที่ใช้ขนมปังบาแก๊ตแบบฝรั่งเศส ใส่ไส้หลายอย่างทั้งหมูสับ หมูแดง แฮม ตับบด ไก่ทอด ไข่ดาว และผักต่างๆ ราคาอยู่ที่ประมาณอันละ 10,000-20,000 กีบ 
- เฝอที่หลายๆคนรู้จักกันดี หาทานง่าย มีทั้งหมู ไก่และเนื้อวัว น้ำซุปอร่อยจนแทบไม่ต้องปรุงเพิ่ม แต่ถ้าชอบรสจัดจ้านก็ลองใส่ซอสพริก (ซอสพริกศรีราชาของไทย) จะอร่อยยิ่งขึ้น ราคาประมาณ 10,000 กีบ 
- น้ำขวด น้ำชาเขียว หรือขนมทานเล่นที่ขายในร้านสะดวกซื้อหรือร้านข้างทางจะมีราคาแพงกว่าที่ขายในไทย เพราะส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่นำเข้าไปจากประเทศไทย 

โทรศัพท์ : สามารถขอเปิดโรมมิ่งจากเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ หรือซื้อซิมลาวแบบเติมเงิน จะไปแวะซื้อที่เวียงจันทน์ ห้วยทราย(ถ้าเข้าทางเชียงของ) หรือซื้อจังหวัดที่ติดกับลาว ก็จะมีซิมลาวและบัตรเติมเงินลาวขายเหมือนกัน การโทรจากลาวมาไทยราคาประมาณนาทีละ 5 บาท
 
กระแสไฟฟ้า : ไฟฟ้าในลาวและไทยใช้ขนาดเท่ากัน และปลั้กไฟเป็นแบบเดียวกัน
 

  เวียดนาม



เวลา : ใช้เวลาเดียวกันกับประเทศไทย
 
การเดินทางไปเวียดนาม : บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปฮานอย ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษๆ 

ระเบียบการเข้าเมือง : นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าเวียดนามได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า และสามารถอยู่ได้นาน 30 วัน
 
สกุลเงิน : สกุลเงินของเวียดนามคือ ด่อง (VND) ซึ่งแบ่งออกเป็นธนบัตรใบละ 200 , 500 , 1,000 , 2,000 , 5,000 ,10,000 และ 20,000 ด่อง
 
ภาษา : .ใช้ภาษาเวียดนามเป็นหลัก แต่คนเวียดนามส่วนใหญ่ที่ต้องพบปะนักท่องเที่ยว เช่น พนักงานต้อนรับตามโรงแรม ร้านอาหาร หรือสถานที่ท่องเที่ยวนั้น จะสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ แต่คนที่เดินตามท้องถนนนั้นหาคนที่พูดอังกฤษได้ไม่มาก
 
อาหาร :
- อาหาร เวียดนามเป็นอาหารที่กินผักสดหลากหลายชนิดในแทบทุกเมนู และมีน้ำจิ้มที่หลากหลาย 
- อาหารตามร้านทั่วไปจะมีรสค่อนข้างจืด 
- คนเวียดนามนิยมกิน เฝอ บุ๋น และก๋วยเตี๋ยวอื่นๆ กันมาก ส่วนใหญ่เน้นรสชาติน้ำซุปเป็นพิเศษ มีทั้งเป็น เฝอบ่อ (ก๋วยเตี๋ยวเนื้อ) หรือเฝอก่า (ก๋วยเตี๋ยวไก่) 

กระแสไฟฟ้า : ประเทศเวียดนามใช้กระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 50 เฮิร์ต เช่นเดียวกับที่เมืองไทย
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- ในฮานอยคนส่วนใหญ่จะขับมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีจำนวนเยอะมากๆ เวลาข้ามถนนต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่าหยุดหรือเดินถอยหลัง เพราะรถจะขับหลบอ้อมหลังไปเอง 
- เวลาซื้อของอย่าลืมต่อราคา เพราะราคาที่คนขายบอกมักบวกเพิ่มจากราคาเดิมมาก 
- ก่อนออกเดินทางอย่าลืมหาข้อมูลที่พักให้ละเอียด 
- ควรระมัดระวังคนขับรถแท็กซี่ (รวมถึงคนขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง) เพราะมักเรียกเก็บเงินค่าบริการชาวต่างชาติแพงกว่าปกติหรืออาจพาอ้อม ควรต่อรองและตกลงราคาของเส้นทางที่จะไปให้เรียบร้อยก่อนเริ่มใช้บริการ 
- ก่อนซื้อสินค้าและบริการใดๆ อย่าลืมที่จะถามราคาให้ชัดเจนทุกครั้งก่อนตกลงซื้อหรือใช้บริการ


  จีน



เวลา : เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปจีน : บินตรงจากกรุงเทพมหานครไปปักกิ่ง ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง
 
ระเบียบการเข้าเมือง : ผู้ที่เดินทางถึงกรุงปักกิ่งต้องกรอกแบบคนเข้าเมือง แบบศุลกากรและแบบสุขภาพอนามัย เมื่อเดินทางออกต่างประเทศต้อง จ่ายค่าภาษีสนามบิน 90 หยวน (ภายในประเทศ 50 หยวน)
 
สกุลเงิน : สกุลเงินคือเงินเหยินหมินปี้ ( Renminbi ) มักใช้ตัวย่อ RMB หน่วยเงินของจีนเรียกว่าหยวน ( yuan ) หนึ่งหยวนมีสิบเจี่ยว ( jiao ) หนึ่งเจี่ยวมีสิบเฟิน ( fen ) 100 เฟิน เท่ากับหนึ่งหยวน ธนบัตรแบ่งออกเป็นใบละ 1 หยวน , 5 เจี่ยว , 1,2 และ 5 เฟิน เฟินเป็นหน่วยเล็กสุด < เจี่ยวหรือเหมาเป็นหลักสิบ < จากนั้นเป็นหยวน
 
ภาษา : ภาษาจีนกลาง เป็นภาษาราชการ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาพูดท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน ไหหลำ หูหนาน แต้จิ๋ว กวางตุ้ง ฮกเกี้ยน ฮักกา เซี่ยงไฮ้ เป็นต้น และการออกเสียงภาษาจีนกลางจะมีสำเนียงเพี้ยนไปตามท้องถิ่น
 
อาหาร :
- อาหารจีนต้นตำรับที่พลาดไม่ได้คือ อาหารเสฉวน 
- อาหารจีนมีหลากหลายให้เลือกชิม ตอนเช้าลองเดินเล่นเลือกทานอาหารเช้าง่ายๆ จากร้านริมถนน จะได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวจีนอีกแบบหนึ่ง 
- ย่านถนนคนเดินในปักกิ่งมีอาหารทานเล่นราคาไม่กี่หยวน  ให้เดินเล่นไปทานไปในตอนกลางคืน
- อาหารจีนจะมีรสค่อนข้างจืด 
- ชาวจีนไม่ค่อยนิยมดื่มน้ำกับน้ำแข็งกัน 

โทรศัพท์ : ซิมการ์ดมือถือสามารถซื้อได้ตั้งแต่ที่สนามบิน ศูนย์บริการ China Mobile, China Telecom, China Unicom โรงแรมหรือที่ทำการไปรษณีย์ จะต้องแสดงหนังสือเดินทางเพื่อลงทะเบียนการใช้งานด้วย
 
กระแสไฟฟ้า : จีนใช้ระบบกระแสไฟแบบ  220 V, 50 Hz. อาคารส่วนใหญ่ใช้ปลั๊กไฟแบบมาตรฐาน แต่ก็ยังมีบางที่ที่ยังใช้ปลั๊กแบบสามตาอยู่

เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
 - ในจีนไม่มีธรรมเนียมการให้ทิป แต่ก็ไม่มีข้อห้าม ในร้านใหญ่ๆหรือในโรงแรมจะรวมค่าบริการไว้ในใบเสร็จแล้ว 
- ระวังแบงค์ปลอม โดยเฉพาะการไปซื้อของที่ตลาด แบงค์ที่เจอว่าปลอมมากที่สุดมักเป็นแบงค์ 50 หยวนและ 100 หยวน 
- เก็บพาสปอร์ตติดตัวไว้ตลอดเวลา ห้ามเอาทิ้งไว้ในโรงแรม เพราะอาจจะถูกขโมยไปทำเป็นพาสปอร์ตปลอมได้ 
- สถานีรถฟ้าในปักกิ่งแต่ละสถานีจะอยู่ห่างกันมาก 
- หากต้องการซื้อผลไม้จากจีนกลับมาไทยให้ตรวจสอบชนิดของผลไม้ที่จีนอนุญาต ให้นำออกมาได้ก่อน


  พม่า



เวลา : ช้ากว่าไทยประมาณ 30 นาที
 
ระเบียบการเข้าเมือง : นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าเวียดนามได้โดยไม่ต้องมีวีซ่า และสามารถอยู่ได้นาน 30 วัน
 
สกุลเงิน : สกุลเงินของพม่า คือ เงินจ๊าต (Kyat) นอกจากเงินจ๊าตแล้ว การแลกเงินในพม่าแนะนำให้ใช้เงิน USD (แบงค์ใหม่ๆ) แลกเป็นเงินจ๊าตดีกว่าใช้เงินบาทไทยแลก
 
ภาษา : ใช้ภาษาพม่าเป็นภาษาทางการ นอกจากนี้พม่ามีภาษาหลักที่ใช้งานในประเทศอีก 18 ภาษา
 
อาหาร :
- เนื่องจากพม่าอยู่ใกล้อินเดีย อาหารในพม่าจึงได้รับอิทธิพลจากอาหารอินเดียมามาก ในย่างกุ้งมีร้านอาหารอินเดียเปิดอยู่ข้างทางหลายร้าน 
- พม่ามีของทอดให้เลือกชิมหลากหลายชนิด และอาหารพม่าส่วนใหญ่จะประกอบด้วยเครื่องเคียงที่เน้นถั่ว งาและผัก 
- อาหารในพม่าจะใส่ผงชูรสเกือบทุกเมนูและใส่ทีละมากๆ 
- อาหารยอดนิยมคือ Mo Hin Ga เป็นขนมจีนน้ำยาในตำรับพม่า ใส่ขมิ้น ขิง หยวกกล้วย และมีเครื่องเคียงน้ำยาเป็นของทอดต่างๆ 
- ปาท่องโก๋หรือในพม่าเรียกว่า อิ๋วชาก้วย เป็นหนึ่งในอาหารเช้ายอดนิยม ที่หาทานได้ทั่วไป 

กระแสไฟฟ้า : ไฟฟาในพม่าเป็นแบบ 220 โวลต์ เป็นปลั๊กแบบสองขา
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
 - วัดและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในพม่าไม่อนุญาตให้ใส่รองเท้าเข้าไป จึงควรหาถุงพลาสติกหรือกระเป๋าใส่รองเท้าติดตัวไว้ จะได้ไม่ต้องเสียค่าฝากรองเท้า 
- ระวังการพูดเชิงลบเกี่ยวกับประเทศหรือชาวพม่า เพราะมีชาวพม่าหลายคนที่เข้าใจภาษาไทยดี 
- การถ่ายรูป วีดีโอตามสถานที่ต่างๆ บางแห่งจะต้องเสียค่าธรรมเนียม บางแห่งห้ามถ่าย ต้องฝากกล้องเอาไว้กับเจ้าหน้าที่ก่อนจะเข้าไป 
- สินค้าหรือบริการบางที่ สามารถจ่ายด้วยเงิน USD ได้ 
- พม่าขับรถชิดขวาตรงข้ามกับไทย 
 

  ออสเตรเลีย



เวลา :
- Perth เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 1 ชั่วโมง
- Adilade เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง
- Canberra, Melbourne, Sydney เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 3 ชั่วโมง
 
ของห้ามนำเข้าและควบคุมของออสเตรเลีย :
- ยาเสพติด สเตียรอยด์ อาวุธ อาวุธปืน และสัตว์ป่าคุ้มครอง 
- อาหารสดหรือในบรรจุภัณฑ์ ผลไม้ ไข่ เนื้อสัตว์ พืช เมล็ดพืช หนังสัตว์ และขนสัตว์ 
- หากมียารักษาโรคควรพกใบสั่งยาหรือจดหมายจากแพทย์ไปด้วย 

สกุลเงิน :  สกุลเงินออสเตรเลียใช้หน่วยเงินเป็นดอลล่าร์ออสเตรเลีย (100เซ็นต์จะเท่ากับ1 ดอลล่าร์) ธนบัตรจะมีตั้งแต่ 100 , 50 , 20 , 10 และ 5 ดอลล่าร์ ส่วนเหรียญจะมีตั้งแต่ 5 , 10 , 20 ,50 เซ็นต์ 1 และ 2 ดอลล่าร์
 
ภาษา : สื่อสารกันด้วยภาษาอังกฤษ แต่สำเนียงหรือศัพท์บางคำอาจใช้หรือออกเสียงแตกต่างกัน
 
กระแสไฟฟ้า :  220 – 240 โวลท์ ปลั๊กไฟสามรูของออสเตรเลียมีความแตกต่างไปจากของประเทศอื่นบางประเทศ ดังนั้นอาจจำเป็นต้องใช้หัวแปลงปลั๊กไฟ
 
ภาษีสินค้าและบริการ :  ออสเตรเลียมีภาษีสินค้าและการบริการ (Goods and Services Tax หรือ GST) ในอัตรา 10%  สามารถขอคืนภาษี GST จากมูลค่าสินค้าที่ซื้อที่นี่ได้ หากใช้จ่ายเงินตั้งแต่ 300 เหรียญดอลลาร์ออสเตรเลียขึ้นไปในร้านค้าแห่งเดียวกันไม่เกิน 30 วัน  ก่อนเดินทางออกจากประเทศออสเตรเลีย
 
บริการช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน : เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉินสำหรับแจ้งตำรวจ รถพยาบาล และหน่วยดับเพลิง โทร 000
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- แสงแดดในออสเตรเลียจะแรงมาก  ควรสวมเสื้อ หมวก แว่นกันแดด และทาโลชั่นกันแดดที่มี SPF 30+ แม้แต่ในวันที่มีเมฆครึ้ม 
- หลีกเลี่ยงด้วยการว่ายน้ำอยู่ในระหว่างธงสีแดงและธงสีเหลืองตลอดเวลา ธงเหล่านี้จะกำหนดจุดที่ปลอดภัยที่สุดในการว่ายน้ำตามชายหาด 
- ร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวและเมืองใหญ่จะเปิดจนถึง 6 โมงเย็น ยกเว้นบางร้านอาจเปิดจนดึกในคืนวันพฤหัสหรือวันศุกร์แล้วแต่รัฐ 
- โรงแรมและร้านอาหารไม่มีการเพิ่มค่าบริการเพิ่ม หากจะต้องให้ทิปพนักงานควรให้ไม่เกินร้อยละ 10 ของบิลค่าอาหาร 
- โดยปกติที่ออสเตรเลียจะไม่มีการต่อรองเมื่อซื้อสินค้า


  นิวซีแลนด์



เวลา : เร็วกว่าประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปนิวซีแลนด์ : หากบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปนิวซีแลนด์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9  ชั่วโมง
 
ระเบียบการเข้าเมือง : การขออนุญาตเข้าเมืองของ นิวซีแลนด์ สามารถทำได้โดยการยื่นเอกสารขอวีซ่าได้ด้วยตัวเอง ที่ชั้น 15 อาคารเอ็มไทยทาวเวอร์ ออลซีซั่นเพลส เลขที่ 87 ถนนวิทยุ ปทุมวัน ลุมพินี กทม. 10310
 
โทรศัพท์แผนกวีซ่า 0-2254-2530  
เวลาทำการ    จันทร์ – ศุกร์
ยื่นวีซ่าเวลา 13.00 – 15.00 น.   
รับวีซ่าเวลา 15.00 – 16.00 น.
 
สกุลเงิน : สกุลเงินของประเทศนิวซีแลนด์ คือ NZ$ ดอลล่าห์ ธนบัตรประกอบด้วย $1, $2, $5, $10, $20 และ $100 เงินเหรียญประกอบด้วย 5c, 10c, 20c และ 50c
 
อาหาร :
- อย่าลืมหาโอกาสทานอาหารทะเลสดๆ ลองชิมหอยหลากหลายชนิดทั้ง  Mussel, Bluff oysters (มีบางฤดู) 
- ไวน์จากมาร์ลโบโรว์ แหล่งปลูกไวน์ที่ใหญ่ที่สุดและมีชื่อเสียงมากที่สุดของที่นี่ 
- Maori hangi อาหารแบบดั้งเดิมของชาวเมารี มีทั้งไก่หรือซีฟู้ดที่มาพร้อมกับผักหลากชนิด 
- กีวี่สดใหม่ที่ไม่ควรพลาด กีวี่สีทองจากนิวซีแลนด์มีรสหวานฉ่ำและให้วิตามินซีสูงกว่าผลไม้อื่นๆ 

โทรศัพท์ : 3 บริษัทหลักที่ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ได้แก่ Vodafone, Telecom และ 2 Degrees สามารถซื้อซิมการ์ดได้จากสนามบินหรือร้านค้าปลีกที่มีป้ายของเครือค่ายโทรศัพท์มือถือเหล่านั้น สำหรับบัตรโทรศัพท์สาธารณะหาซื้อได้ตามร้านค้าหรือร้านหนังสือทั่วไป
 
กรณีฉุกเฉิน ติดต่อ หน่วยดับเพลิง ตำรวจ รถพยาบาล หน่วยกู้ภัย กดเบอร์ 111 ได้จากโทรศัพท์ทุกแห่ง
 
กระแสไฟฟ้า : 230/240 โวลส์ ปลั๊กเป็นแบบสามขาแบบแบน เช่นเดียวกับออสเตรเลีย
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
 - ใช้บริการรถเช่าขับเที่ยวเองที่นิวซีแลนด์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่จะทำให้เที่ยวนิวซีแลนด์ได้ทั่วถึง ชมธรรมชาติข้างทางได้ตามอัธยาศัย 
- ขับรถความเร็วจำกัดอยู่ที่ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนถนนนอกเมือง และ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเขตเมือง ยกเว้นเขตเมือง โอ๊คแลนด์ วิ่งได้ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ก็อย่าลืมมองป้ายจำกัดความเร็วในทุกที่ที่ไป 
- โอ๊คแลนด์ไม่มีรถไฟใต้ดิน ส่วนมากการขนส่งในโอ๊คแลนด์จะใช้รถเมล์และรถยนต์ส่วนตัว 
- สามารถให้ทิปสำหรับการบริการที่ถูกใจได้และร้านอาหารก็ไม่มีการเพิ่มค่าบริการลงในบิลอาหาร 
- ก่อนเลือกที่พัก โรงแรม แนะนำให้เริ่มเลือกจากที่ที่มีสัญลักษณ์ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกคือสัญลักษณ์ Qualmark ระดับดาวที่ได้จะมากขึ้นตามคุณภาพและการบริการ


  สหรัฐอเมริกา



เวลา :         
Altanta, Boston, New York, Nevada, Washinton ช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 12 ชั่วโมง
Chicago, Dallas ช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 13 ชั่วโมง
 Los Angeles, Sanfrancisco ช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 15 ชั่วโมง
 
การเดินทาง : จากกรุงเทพฯ ถึงสหรัฐอเมริกาใช้เวลาสั้นสุด 17 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ขึ้นอยู่กับรัฐที่เดินทางไป
 
สกุลเงิน : ใช้เงินสกุลดอลลาร์ ( ดอลลาร์สหรัฐ USD) ชื่อเล่นของจำนวนเงินที่ชาวอเมริกันเรียกกันคือ
1 เซนต์ เรียกว่า "เพนนี" (penny)
5 เซนต์ เรียกว่า "นิกเกิล" (nickel)
10 เซนต์ เรียกว่า "ไดม์" (dime)
25 เซนต์ เรียกว่า "ควอเตอร์" (quarter),
1 ดอลลาร์สหรัฐ เรียกว่า "บั๊ก" (buck)
1,000 ดอลลาร์สหรัฐ เรียกว่า “แกรนด์” (grand)
 
อาหาร :
- ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดหาได้ง่ายมีแทบทุกที่ เหมือน 7-11 บ้านเรา 
- หากไปลาสเวกัส บุฟเฟ่ต์ในโรงแรมเป็นอีกหนึ่งมื้อสุดคุ้ม ที่ให้คุณอิ่ม อร่อย ราคามีให้เลือกแตกต่างกันไป 
- สหรัฐอเมริกาเป็นที่อาศัยของคนแทบจะทุกเชื้อชาติ ร้านอาหารจึงมีให้เลือกหลากหลายราคา หลากหลายประเภท ทั้งของคาวของหวาน 

โทรศัพท์ : ระบบโทรศัพท์ที่สหรัฐอเมริกาคือ GSM 1900 หรือ CDMA 800 นักท่องเที่ยวที่นำโทรศัพท์มือถือติดตัวไปสามารถซื้อซิมการ์ดแบบเติมเงินได้
 
โทรศัพท์จากไทยไปสหรัฐอเมริกา กด 001 + 1 (รหัสประเทศสหรัฐอเมริกา) + area code + หมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง
 
โทรศัพท์จากสหรัฐอเมริกากลับมาไทย กด 011 + 66 (รหัสประเทศไทย) + 2 (รหัสกรุงเทพ) +หมายเลขโทรศัพท์ปลายทาง
 
กระแสไฟฟ้า : สหรัฐอเมริกากระแสไฟฟ้าอยู่ที่ 110 volts ส่วนเมืองไทยกระแสไฟฟ้าจะสูงกว่า อยู่ที่ 220 volts ดังนั้นถ้านำเครื่องใช้ไฟฟ้าจากไทยมาใช้ในอเมริกา เราควรหาซื้อ Adapter ซึ่งเป็นตัวแปลงกระแสไฟฟ้ามาด้วย
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป :
- หากจะต้องขับรถที่สหรัฐอเมริกา สามารถใช้ใบขับขี่สากลที่ทำจากเมืองไทยได้ และไม่ควรขับเร็วกว่ากำหนด ขับช้าเกินไปก็ไม่ควรเช่นกัน 
- หากจะล็อคกระเป๋าเดินทางจะต้องใช้กุญแจล็อคที่ได้อนุมัติจาก TSA เท่านั้น เพราะมิเช่นนั้นแล้วกุญแจล็อคกระเป๋าของคุณ จะถูกทำลายแบบซ่อมไม่ได้ กุญแจของ TSA ได้ถูกออกแบบมา ให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสนามบิน สามารถเปิดตรวจค้นได้ โดยไม่ต้องพังกุญแจ 
- การทิปในสหรัฐอเมริกานั้นเป็นเรื่องสำคัญ ควรให้อย่างน้อย 15-20%  (อาจแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ) 
- ในฤดูใบไม้ร่วงจะมีการหมุนเข็มนาฬิกา ให้เวลาเดินหน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม และในฤดูใบไม้ผลิ จะหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาถอยหลัง 1 ชั่วโมง โดยจะหมุนในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน


  แอฟริกาใต้



วลา: ช้ากว่าเวลาประเทศไทยประมาณ 5 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปแอฟริกาใต้: บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปแอฟริกาใต้ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง
 
ระเบียบการเข้าเมือง: นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเข้าแอฟริกาใต้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า และสามารถอยู่ได้นาน 30 วัน
 
สกุลเงิน: เงิน South African Rand (ZAR) หรือ เรียกสั้นๆ ว่า "แรนด์ (Rand)"
 
ภาษา: ภาษาอังกฤษ และ Afrikaans ภาษาอื่นที่ใช้ คือ Ndebele, Sotho, Swazi, Tsonga, Venda, Tswana, Xhosa, Pedi และ Zulu
 
อาหาร:
- เนื่องจากแอฟริกาใต้เคยเป็นเมืองในปกครองของเนเธอร์แลนด์และอังกฤษ ทำให้มีร้านอาหารฝรั่งมากมาย 
- อาหารหลักจานหนึ่ง ราคาประมาณ 400-500 บาท 
- น้ำดื่มปริมาณ 500 ซีซี ราคาประมาณ 30 – 40 บาท 
- อาหารที่นิยมทานกันมากที่สุดคือ Biltong (บิลตอง) หรือ เนื้อตากแห้ง คล้าย ๆ กับเนื้อแดดเดียวของไทย 
- Bobotie และ Sosaties ก็เป็นอาหารอีกอย่างที่ไม่ควรพลาดลอง 

โทรศัพท์: รหัสประเทศของแอฟริกาใต้คือ "27"  วิธีการใช้โทรศัพท์จากประเทศไทย กดหมายเลข 001 + (27) แล้วตามด้วยรหัสเมือง แล้วตามด้วยหมายเลขโทรศัพท์
 
กระแสไฟฟ้า: แอฟริกาใต้ใช้กระแสไฟฟ้าแบบ 230 V ความถี่ 50 Hz ปลั๊กเป็นแบบหัวกลม 3 ขา
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป:
- หากไปเที่ยวกันหลายคน วิธีที่เหมาะที่สุดในการไปเที่ยวเมืองต่าง ๆ ในแอฟริกาใต้ คือ การเช่ารถ เพราะหารกันแล้วค่าเช่าอาจจะถูกพอ ๆ กับค่าตั๋วรถทัวร์ 
- การเช่ารถในแอฟริกาใต้สะดวกมาก ๆ เพราะมีบริษัทรถเช่าใหญ่ ๆ อยู่ที่สนามบินทุกแห่ง แต่ราคาจะสูงกว่าบริษัทเล็ก ๆ 20 – 30 % 
- ถ้าเช่ารถขับเอง เวลาจอดรถข้างทาง ไม่ควรนำสิ่งของมีค่าวางไว้ในรถให้เห็น เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ทุบกระจกรถบ่อยครั้ง หากจอดรถรอสัญญาณไฟ ก็ควรล็อครถทุกครั้ง 
- ท่องเที่ยวอย่างระมัดระวัง เพราะแอฟริกาใต้ถือว่าเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีอาชญากรรมสูง โดยเหตุการณ์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเขตชานเมือง หรือพื้นที่เปลี่ยวห่างจากแหล่งท่องเที่ยวปกติ
 

  อิตาลี



เวลา: ช้ากว่าเวลาประเทศไทยประมาณ 6 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปอิตาลี: บินตรงจากกรุงเทพฯ ไปอิตาลีใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 – 13 ชั่วโมง
 
สกุลเงิน: อิตาลีอยู่ในกลุ่มประเทศ EU ดังนั้นจึงใช้สกุลเงินยูโร (EUR) ซึ่งเป็นเงินสกุลของกลุ่มประเทศยูโร
 
ภาษา: ภาษาอิตาลี แต่การไปท่องเที่ยวที่อิตาลีนั้นอาจจะมีปัญหาในเรื่องภาษาบ้าง เนื่องจากป้ายบอกทางหรือข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นภาษาอิตาลี
 
อาหาร:
- อาหารเช้าส่วนใหญ่เป็นกาแฟกับ Cornetto ( ครัวซองค์สไตล์อิตาลี ) มีหลายรสให้เลือก เช่น ไส้ครีม ไส้ชอคโกเลต  ไส้แยมผลไม้ หรือเคลือบด้วยน้ำผึ้ง 
- มื้อหลักของอาหารอิตาเลียน นั้นค่อนข้างมีหลากหลายเมนู ร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะเสริฟ เมนูจานที่ 1 และเมนูจานที่ 2 ในบางครั้งอาจจะมีเมนูจานที่ 3 เพิ่มขึ้นด้วย 
- อาหารอิตาลีจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละที่ ไม่ใช่แค่ทางเหนือ ทางใต้เท่านั้น แต่ยังแบ่งเป็นแคว้นและในแต่ละเมืองยังมีอาหารขึ้นชื่อของเมืองนั้นๆอีกด้วย 
- อาหารที่อยู่ในบริเวณแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะราคาแพง และไม่ใช่รสชาติแบบอิตาลีแท้ๆ 
- เลือกร้านอาหารที่มีสติ๊กเกอร์สัญลักษณ์ต่างๆ แปะอยู่ที่หน้าร้านเยอะๆ เป็นสติ๊กเกอร์จากไกด์หรือนักชิมที่ค่อนข้างเชื่อถือได้ว่าร้านนี้อาหารอร่อย 

โทรศัพท์: โทรศัพท์สาธารณะมีอยู่ทั่วไปในอิตาลี โดยเฉพาะตามร้านเหล้า ซึ่งจะมีอยู่มากกว่าตามที่ทำการโทรศัพท์ด้วยซ้ำ และบางแห่งสามารถใช้บริการสแกตติ (Scatti / โทร.ก่อนจ่ายทีหลัง) ซึ่งบริการประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเป็นสำนักงานโทรศัพท์
 
ปัจจุบันโทรศัพท์สาธารณะสามารถใช้บัตรโทรศัพท์ ซึ่งหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านขายบุหรี่หรือที่ขายหนังสือพิมพ์ในราคา 2 ยูโร และ 4 ยูโร บางเครื่องก็ใช้ได้แต่กับการ์ดโทรศัพท์(Card Phone)
 
กระแสไฟฟ้า: อิตาลีใช้ระบบไฟฟ้าเหมือนประเทศไทยคือแบบ 220 โวลต์ บางที่จะเป็นปลั๊ก 2 ขา บางที่ก็อาจเป็นปลั๊กชนิด 3 ขา
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป:
- ไม่ควรซื้อสินค้าที่เป็นของเทียมหรือเลียนแบบ เนื่องจากกฎหมายอิตาลีกำหนดโทษปรับผู้ซื้อสินค้าดังกล่าว10,000 ยูโร 
- การซื้อของควรนับเงินทอนให้ครบต่อหน้าคนขาย และหากใช้บัตรเครดิต ควรให้คนขายรูดบัตรต่อหน้า 
- ระวังทรัพย์สิน เงินสด เครื่องประดับ ขณะเดินทางโดยรถประจำทาง รถไฟฟ้าใต้ดิน รถราง โดยเฉพาะกระเป๋าสะพาย 
- ภัตตาคารส่วนใหญ่จะบวกค่าบริการไว้แล้ว โดยในใบเสร็จจะเขียนบอกไว้ว่า เซอร์วิซิโอ อี คอเปรโต (Servizio e coperto) 
- อย่าวางสิ่งของไว้ในรถ ในจุดที่เห็นได้ง่าย อาจโดนงัดแงะและถูกขโมยได้ 


  ฝรั่งเศส



เวลา: ช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 6 ชั่วโมง
 
การเดินทางไปฝรั่งเศส: บินตรงจากกรุงเทพฯไปปารีส ใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง
 
ระเบียบการเข้าเมือง: การเดินทางไปฝรั่งเศส หรือเดินทางผ่านฝรั่งเศสเพื่อไปประเทศอื่น จำเป็นต้องขอวีซ่าจากสถานทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยก่อนเสมอ และต้องตรวจสอบจำนวนครั้งที่ท่านจะต้องเดินทางเข้า-ออก ฝรั่งเศส
 
สกุลเงิน: ใช้ธนบัตรและเหรียญเงินสกุลยูโร (€) ธนบัตร 500€ / 200€ / 100€ / 50€ / 20€/ 10€/ 5€ เหรียญ 2€ / 1€ / 50 cents / 20c / 10c / 5c / 2c / 1c เหรียญ 1€ =100 Cents
 
ภาษา: ภาษาฝรั่งเศส
 
อาหาร:
- ร้านอาหารส่วนใหญ่เปิดเวลา 12.00 น. – 15.00 น. และ 19.00 น. – 23.00 น. แต่บางแห่งอาจปิดดึกกว่านั้น เช่น ร้านเบียร์และร้านอาหารบริเวณโดยรอบสถานีรถไฟ 
- ร้านเหล้าร้านกาแฟในฝรั่งเศสมีหลายประเภท หลายระดับ ตั้งแต่ cafe, cafe-restaurant, brasserie, bistrot และ restaurant 
- อย่าพลาดชิมฟัวกรา ( Foie gras ) หรือตับห่านหนึ่งในอาหารยอดนิยม ที่ได้ชื่อว่าเป็นอาหารฝรั่งเศสที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับทรัฟเฟิล 

โทรศัพท์: โทรศัพท์สาธารณะ สามารถใช้ได้กับทั้งบัตรโทรศัพท์และบัตรธนาคาร บัตรโทรศัพท์สามารถหาซื้อได้ตามไปรษณีย์ และ Bar Tabac ซึ่งสามารถใช้โทรภายในและระหว่างประเทศ โดยมี 2 ชนิด คือแบบ 50 ยูนิต (7.41 ยูโร) และแบบ 120 ยูนิต (14.74 ยูโร) บนรถไฟ TGV และ Eurostar trains คุณสามารถใช้บัตร VISA & MASTERCARD / EUROCARD เท่านั้น ในการใช้โทรศัพท์
 
กระแสไฟฟ้า: ฝรั่งเศสใช้ระบบไฟฟ้าเหมือนประเทศไทยคือเป็นแบบ 220 โวลต์ บางที่ก็เป็นปลั๊กสองตา บางที่ก็เป็นปลั๊กชนิดสามขา
 
เรื่องน่ารู้ทั่วไป:
- รถแท็กซี่ในฝรั่งเศสนั่งได้ 3 คน เฉพาะที่ตรงด้านหลังคนขับเท่านั้น ที่นั่งด้านขวามือข้างหน้าคู่กับคนขับนั้น มักไว้ให้เป็นที่นั่งของสัตว์เลี้ยง 
- ระบบน้ำประปาในฝรั่งเศสสะอาดจนสามารถดื่มได้จากก๊อกเลย แต่ถ้าน้ำจากก๊อกที่ไหนไม่สะอาดพอ จะมีป้ายบอกไว้เสมอว่าไม่สามารถดื่มได้ หรือคำว่า eau non potable 
- ก่อนขึ้นรถไฟฝรั่งเศส จะต้องนำตั๋วรถไฟไปตอกลงตราที่เครื่องอัตโนมัติ (เป็นตู้สีส้มที่ตั้งอยู่ก่อนเข้าไปยังชานชาลารถไฟ) 
- ท่องเที่ยวในเมืองใหญ่เช่น ปารีส ควรระมัดระวังกระเป๋าและของมีค่าเสมอ

สนใจแพคเกจทัวร์, ตั๋วเครื่องบินทั่วโลก, บัตรท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ, ยื่นวีซ่า สามารถ
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 022945598,  092 294 5598

หรือ คลิ๊ก https://www.itravelroom.com/

Powered by MakeWebEasy.com